เรื่อง แปดเทพอสูรมังกรฟ้า มีวิทยายุทธหลากหลายชวนให้บันเทิงใจได้หลายรส มีเหตุการณ์ตื่นเต้นพิศดาร แสดงให้เห็นถึงจินตนาการอันลึกล้ำและกว้างไกล สาระของเรื่องมีมากมายหลายประการ แต่สาระสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการต่อต้านสงครามสร้างความรักสากลในหมู่มนุษยชาติ เขตแดนและเผ่าพันธุ์ไม่ควรเป็นเครื่องกีดกั้นไมตรีจิตของมนุษย์ ดังนั้นต้วนอวี้ แห่งแคว้นตาลีฟู ซีจู๋ของจีน เฉียวฟงแห่งต้าเหลียว จึงได้สาบานเป็นพี่น้องกัน มีอุดมการณ์ร่วมกัน แต่ละคนต่างมีบุคลิคและชะตากรรมต่างกัน
แปดเทพอสูรมังกรฟ้า มีฉากการต่อสู้ขนาดใหญ่และขนาดเล็กแทรกไว้มากมาย เช่น เฉียวฟงบุกตึกชุมนุมผู้กล้า หักหาญกับเหล่าจอมยุทธเพื่ออาจู ทั้งห้าวหาญองอาจ ทั้งแกร่งกล้าทรงพลัง ฉากหลวงจีนคิ้วเหลืองประลองหมากกับเอี่ยงเค่งไทจื้อฉากการวางแผนของชาวยุทธเพื่อลอบฆ่าบิดาของเฉียวฟง และอีกหลายฉากมากมายคณานับแปดเทพอสูรมังกรฟ้าคล้ายกับคลื่นลูกแล้วลูกเล่า หนุนเนื่องทยอยไล่พัดพาผู้อ่านไหลบ่าไปตามสายธารแห่งวรรณกรรมโดยไม่หยุดยั้ง ดุจดังมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างแท้จริง
เฮียบแขะเห็ง (Xia Ke Xing : เทพบุตรทลายฟ้า - มังกรทลายฟ้า ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายฝาแฝดคู่หนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนกัน คนหนึ่งซื่อสัตย์จริงจัง อีกคนหนึ่งกลิ้งกลอกมีมารยาตัวเอกไม่รู้หนังสือ ไม่เข้าใจธรรมเนียมแต่ถูกม้วนเข้าสู่วังวนยุทธจักร ฝึกวิทยายุทธในสภาพแวดล้อมไม่คาดฝันแต่สามารถรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ ในขณะที่ผู้ทรงภูมิปัญญาหลายคนเข้าไปกลับออกมาไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเส้นทางน้อยที่กิมย้งแหวกไปสู่ทางใหญ่สายใหม่ ไม่ใช่งานเด่นแต่มีประดิษฐการใหม่ แสดงให้เห็นถึงกิมย้งเป็นนักเขียนที่ไม่ยอมย่ำรอยของตัวเอง ก้าวใหม่จะสั้นยาวประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ต้องก้าวต่อไป
เซี่ยวโหงวกังโอ้ว (Xiao Ao Jiang Hu : กระบี่เย้ยยุทธจักร - เรื่องราวของความล้มเหลวทางมโนธรรม) เรื่องแสดงถึงความขัดแย้งระหว่างเหตุผลของสังคมกับธรรมชาติของมนุษย์และจบลงด้วยดีงามตามธรรมชาติเป็นผู้ชนะ
สะท้อนการเมือง สังคม มนุษย์ได้ดีเยี่ยม แยกแยะดีชั่วได้ถ่องเที่ยงทั่วด้าน แฝงสารอันลึกซึ้ง สลัดพ้นจากค่านิยมของสังคมอันเป็นโซ่ตรวนใหญ่ที่สุดของมนุษย์เหล็งฮู้ชงไม่ใช่วีรบุรุษอย่างก๊วยเจ๋งแต่เป็นมนุษย์ที่แท้ ยึดความถูกต้องดีงามตามหลักธรรมชาติเป็นหลักดำรงชีวิตไม่ยึดติดอยู่ในกรอบของสังคม ไม่ยอมให้คุณค่าเทียมที่มนุษย์กำหนดเป็นเครื่องพันธนาการตัวเองอยู่เพื่อตัวเองทำตามเสรีภาพที่มนุษย์พึ่งมีโดยไม่ขัดกับจริยธรรมตามธรรมชาติ เหล็งฮู้ชงเป็นคนมีคุณธรรม ไม่ใช่แบกคุณธรรมไว้อวดสังคม ชีวิตเขาจึงไม่หนัก แม้ประสบปัญหาสารพัดก็แก้ไขได้อย่างเหมาะสมโดยไม่เสียความเป็นตัวของตัวเองสารัตถะของนิยายเรื่องนี้คือ " มนุษย์ควรรักเสรีภาพและความดีงามตามธรรมชาติมากกว่าหลงผูกมัดตัวเองอยู่กับคุณค่าเทียมของสังคม "
เต็กเตี้ยกี้ (Lu Ding Ji - อุ้ยเสี่ยวป้อ : ไร้กระบวนท่าสยบกระบวนท่าทั้งแผ่นดิน) เป็นนิยายเรื่องสุดท้ายของ กิมย้ง ซึ่ง เหง่ยคัง ถือว่าเรื่องนี้เป็นสุดยอดพัฒนาการทางการประพันธ์ของกิมย้ง และเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือกิมย้งว่า " ไม่มีใครเป็นคู่แข่งได้ " ความเป็นยอดของเรื่องนี้อยู่ที่เป็นนิยายกำลังภายในที่ไม่ใช่นิยายกำลังภายใน นิยายกำลังภายในโดยทั่วไปมีขนบในการแต่งที่เห็นได้ง่ายอยู่สองประการคือ ตัวเอกต้องเป็นจอมยุทธหรืออย่างน้อยต้องมีวิทยายุทธ และตัวเอกต้องเป็นคนดีในแง่ของคุณธรรม แต่อุ้ยเสี่ยวป้อในเรื่องนี้มีลักษณะตรงข้ามกับขนบดังกล่าวทุกประการ ลักษณะดังกล่าวไม่เคยปรากฏในนิยายกำลังภายในเรื่องใดมาก่อน และเหง่ยคังว่าไม่มีเรื่องอื่นอีกต่อไป เรื่องนี้กิมย้งหันกลับไปใช้ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ชิง มีส่วนสะท้อนการเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่หลังปฏิวัติวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย แต่ความเด่นอยู่ที่สะท้อนธรรมชาติวิสัยมนุษย์ในสังคมปัจจุบันที่ต้องลดมาตราฐานศีลธรรมลงเพื่อความอยู่รอด เป็นนิยายที่มุ่มสะท้อนความจริงมากกว่าจะชี้นำผู้อ่านอย่างที่กิมย้งเคยสอดแทรกไว้ในแทบทุกเรื่องนับเป็นการแหวกวงล้อมครั้งยิ่งใหญ่ของนักประพันธ์เอกผู้นี้
ในด้านศิลปะการประพันธ์นั้น งานของกิมย้งมีความประณีตแยบยลทุกด้าน ที่เห็นได้ชัดคือ ด้านสำนวนภาษา กิมย้งมีทัศนะว่านิยายกำลังภายในเป็นวรรณกรรมแบบจีนแท้ แม้จะใช้ศิลปะการประพันธ์นวนิยายช่วยในการแต่ง แต่ไม่ควรใช้สำนวนภาษาแบบนวนิยาย ของตะวันตก ควรใช้สำนวนภาษาแบบนิยายรุ่นเก่าเช่นสามก๊กของจีน เป็นแนวทางพัฒนาให้เหมาะแก่ยุคสมัย
เนื่องจากความโด่งดัง ของ ยุทธจักรนิยายของ กิมย้ง จึงมีผู้คิดจะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่เนื่องด้วย นิยายของ กิมย้งเป็นยุทธจักรนิยายที่มีขนาดยาวมาก และมีตัวละครมาก เมื่อมีการทำเป็นภาพยนตร์จอเงินจึงไม่สามารถทำให้จบเพียงตอนเดียวได้ ต้องมีการสร้างแบบหลายจนจบ ซึ่งทำให้ขาดช่วงในการติดตามชม และสูญเสียอรรถรสของภาพยนตร์ไปบ้าง
สำหรับการนำเอา ยุทธจักรนิยายของกิมย้ง มาสร้างเป็นภาพยนตร์ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 ผู้กำกับ Wu Pang (หวูเผิง) นำเอา She Diao Ying Xiong Chuan (มังกรหยกภาค 1) ซึ่งกำลังโด่งดังในขณะนั้น มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ถือได้ว่าเป็นการนำเอานิยายของกิมย้งมาสร้างเป็นเรื่องแรก โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤาว่า Story of the Vulture Conqueror โดยสร้างขึ้นมา 2 ภาค ภาคแรกออกฉายเมื่อ วันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1958 และภาค 2 ออกฉายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1959 เรื่องนี้นำแสดงโดย Walter Tso Tat-Wah (เต้าต้าหัว) , Yung Siu Yi (องเสี่ยวอี้) , Lee Ching (หลี่ชิง) , Mui Yee (เหมียวอี) , Lam Gam Tong (หลินเจี้ยนถง) , Lam Kau (หลินกว๋อ)
ในเดือน ธันวาคม ปี ค.ศ. 1958 ก็ปรากฏภาพยนตร์เรื่อง Sword of Blood and Valour เรื่องนี้กำกับการแสดง และเขียนบทโดย Lee Sun-Fung (Li Chen Feng - หลี่เฉินเฟิง)
ซึ่งนำเอาบทประพันธ์ชิ้นที่สองของกิมย้ง Bi Xue Jian (เพ็กฮ้วยเกี่ยม) มาสร้างนำแสดงโดย Ng Cho-Fan (อู๋จ้าวฝาน) , Law Yim Hing (หลอเยี่ยนหิง) , Walter Tso Tat-Wah (เต้าต๊ะหัว) , Seung Goon Gwan Wai ซึ่งเรื่องนี้ ก็แบ่งออกเป็น 2 ภาคเช่นกัน โดยที่ภาค 1 ออกฉายเมื่อ วันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1958 และ ภาค 2 ออกฉายเมื่อ วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1959
หลังจากนั้นมา ยุทธจักรนิยายของกิมย้ง ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จอเงินในยุค ทศวรรษ 60 - 80 แทบทุกเรื่อง ในปี ค.ศ. 1960 มีเรื่อง Book and the Sword 2 ภาค (Shu Jian En Chou Lu - ตำนานอักษรกระบี่ - จอมใจจอมยุทธ์) กำกับการแสดงโดย Lee Sun-Fung (หลี่ซุนฟัง) นำแสดงโดย Cheung Ying (จางอิง) , Tsi Law-Lin (เถี่ยหลอหลิน) , Chan Gam Tong (เฉินเจี่ยนถง) , Yung Siu Yi (องเสี่ยวอี้)
และ เรื่อง The Story of the Great Heroes 2 ภาค (Shen Diao Xia Lu - มังกรหยกภาค 2) กำกับการแสดงโดย Lee Dut(Li Hua - หลี่หัว) นำแสดงโดย Patrick Tse Yin (เซียะเสียน) , Nam Hung
Geung Chung Ping , Kong Suet
ปี ค.ศ. 1961 ผู้กำกับ Lee Dut (Li Hua - หลี่หัว)
สร้าง เรื่อง The Story of the Great Heroes(Shen Diao Xia Lu - มังกรหยกภาค 2) ภาค 3 และ 4 ต่อ นอกจากนี้ ยังหยิบเอาบทประพันธ์เรื่อง Yuan Yang Dao (ดาบอวงเอียงตอ) มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง Twin Swords นำแสดงโดย Lam Fung , Lee Ching , Chow Chung , Yam Yin
ปี ค.ศ. 1963 ผู้กำกับ Choi Cheong ร่วมมือกับ Cheung Ying สร้างเรื่อง Story of the Sword and the Sabre (Yi Tian Tu Long Ji - ดาบมังกรหยก) ขึ้น 2 ภาค นำแสดงโดย Cheung Ying , Pak Yin , Yeung Sai , Sek Kin
ปี ค.ศ. 1964 ผู้กำกับ Lee Dut หยิบเอาเรื่อง Xue San Fei Hu (จิ้งจอกภูเขาหิมะ ) มาสร้างในชื่อเรื่อง The Flying Fox in the Snowy Mountains 2 ภาค นำแสดงโดย Chiang Han (เจียงฮั่น) , Au Ka-Wai , Lee Yuet Ching , Sek Kin
ปี ค.ศ. 1965 ผู้กำกับ Yeung Kung-Leung นำเอาเรื่อง Yi Tian Tu Long Ji (ดาบมังกรหยก ) มาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่ง ในชื่อเรื่อง Story of the Sword and the Sabre 2 ภาค นำแสดงโดย Lam Ka-Sing , Chan Hiu Kau , Connie Chan Po-Chu , Lee Hung
หลังจากนั้นก็เว้นว่าง มาถึง สิบกว่าปี ถึงมีผู้นำเอา ผลงานของกิมย้งมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่ง และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่อง เด่น ๆ ของกิมย้งทั้งสิ้น และส่วนใหญ่เป็นฝีมือการกำกับการแสดงของ Chang Che (จางเชอะ) คือเรื่อง The Brave Archer(มังกรหยก ภาค 1) ในปี ค.ศ. 1977 The Proud Youth (กระบี่เย้ยยุทธจักร) , Brave Archer Part II (มังกรหยก ภาค 1) , Heaven Sword and Dragon Sabre Part 1 & 2 (ดาบมังกรหยก) ในปี ค.ศ. 1978 , A Deadly Secret (กระบี่ใจพิสุจน์) และ Legend of the Fox (จิ้งจอกอหังการ์) ในปี ค.ศ. 1980
ปี ค.ศ. 1981 มี 3 เรื่อง คือ Sword Stained with Royal Blood (เพ็กฮ้วยเกี่ยม) , The Emperor and His Brother (จอมใจจอมยุทธ์) และ The Brave Archer Part III (มังกรหยก ภาค1) ปี ค.ศ. 1982 มี 3 เรื่อง คือ Brave Archer and His Mate (มังกรหยก ภาค 2) Ode to Gallantry (มังกรทลายฟ้า) และ Demi-Gods and Semi-Devils (แปดเทพอสูรมังกรฟ้า) ปี ค.ศ. 1983 มี 2 เรื่อง คือ Tales of a Eunuch (อุ้ยเสี่ยวป้อ) และเรื่อง Little Dragon Maid (มังกรหยก ภาค 2) ปี ค.ศ. 1984 เรื่อง New Tales of the Flying Fox (จิ้งจอกภูเขาหิมะ) ปี ค.ศ. 1987 มี เรื่อง 1 เรื่อง แต่แบ่งเป็น 2 ภาค คือ เรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ โดยภาคแรกใช้ชื่อว่า The Romance of Book and Sword และภาค 2 ใช้ชื่อว่า Princess Fragrance
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 90 ยุทธจักรนิยายของกิมย้งก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งโดยผู้กำกับ Tsui Hark (ฉีเคอะ) เปิดศักราชด้วย เรื่อง Swordsman (เดชคัมภีร์เทวดา - กระบี่เย้ยยุทธจักร ) 3 ภาค ในปี ค.ศ. 1990 - 1993 ผู้กำกับ Wang Jing(หวังจิง) สร้าง Royal Tramp 1 & 2 (อุ้ยเสี่ยวป้อ ) ในปี ค.ศ. 1992 และเรื่อง The Kung Fu Cult Master (ดาบมังกรหยก) ในปี ค.ศ. 1993 ผู้กำกับ Poon Man-Kit สร้างเรื่อง Sword of Many Lovers (จิ้งจอกอหังการ์ - เข้ามาฉายในไทยในชื่อเรื่อง จิ้งจอกภูเขาหิมะ) ในปี ค.ศ. 1993 ผู้กำกับ Wong Kar-Wai(หว่องกาไว) สร้างเรื่อง The Eagle Shooting Heroes ในปี ค.ศ. 1993 และ Ashe Of Time ในปี ค.ศ. 1994
สำหรับการนำเอานิยายของกิมย้งมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์นั้น เท่าที่มีข้อมูลอยู่ คือ การสร้าง มังกรหยกภาค 1 -2 ป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ โดย CTVที่มี ไป่เปียว แสดงเป็น ก๊วยเจ๋ง หมีเซียะ แสดง เป็น อึ้งย้ง หลอเล่อหลิน แสดงเป็น เอี้ยก้วย เฉินหมิงทง แสดงเป็น เซียวเหล่งนึ้ง ในยุคต้นของทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา
ก็ได้มีการนำเอา ยุทธจักรนิยายของ กิมย้งมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์แทบทุกเรื่อง
ยุคที่ถือว่าเป็นยุคทอง ของการสร้างภาพยนตร์ จากผลงานการประพันธ์ของ กิมย้ง คือ ยุคปลายทศวรรษที่ 70 ต่อ ต้นยุคทศวรรษที่ 80 เพราะได้มีการนำเอายุทธจักรนิยายของ กิมย้ง มาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ต่อเนื่อง กัน แทบทุกเรื่อง
ยุคที่ เจิ้งเส้าชิว หวังหมิงฉวน เจ้าหยาจือ โด่งดัง ก็ได้รับบท ตัวเอก ของยุทธจักรนิยายของกิมย้ง หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น บท เฉินเจียลั่ว (ตั้งแกลก - เจิ้งเส้าชิว) ฮั่วชิงถง (ฮาซิลโซม - หวังหมิงฉวน) ในเรื่อง Shu Jian En Chou Lu (จอมใจจอมยุทธ์) ในปี ค.ศ. 1978 ต่อด้วยเรื่อง Yi Tian Tu Long Ji (ดาบมังกรหยก) ที่ เจิ้งเส้าชิว รับบท เตียบ่อกี้ จ้าวหยาจือ รับบท เตี๋ยเมี่ยง และ หวังหมิงฉวน รับบท โจวจี้เยียก ใน ปี ค.ศ. 1979
และยิ่งดังมากขึ้นไปอีก เมื่อมีการนำเอา มังกรหยก ภาค 1 มังกรหยก ภาค 2 และ อุ้ยเสียวป้อ มาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ในยุคต้นทศวรรษที่ 80โดยนำเอานักแสดงที่โด่งดังขณะนั้น คือ ห้าพยัคฆ์ทีวีบี อันมี ทังเจิ้นเยี่ย , หวงเย่อหัว , หลิวเต๋อหัว , เหมียวเฉียวเหว่ย , เหลียงเฉาเหว่ย เป็นผู้แสดงนำ
ในยุคทศวรรษที่ 80 ได้มีการนำเอา นิยายของกิมย้ง มาสร้างเป็น ภาพยนตร์จอเงินหลายเรื่อง อาทิเช่น เดชคัมภีร์เทวดา อุ้ยเสียวป้อ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ดาบมังกรหยก จิ้งจอกภูเขาหิมะ และก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
เนื่องจากมีการนำเอายุทธจักรนิยายของกิมย้งมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ทำให้ครั้งหลัง ๆ ไม่ค่อยได้รับความนิยมเช่นเหมือนเมื่อครั้งสร้างแรก ๆ อาจเป็นไปได้ว่า คนดูต่างรู้เรื่องราวเหล่านั้นจนอาจจะเกิดความเบื่อ แล้ว หรืออาจจะเป็นได้ว่า ยุคคหลัง ๆ นี้แม้จะมีการใช้ กราฟฟิคทางคอมพิวเตอร์เข้าช่วยแต่ก็ยังทำสู้ของเก่าที่สร้างในอดีตไม่ค่อยได้นั่นเอง